UFABET แทงบอลมือถือ ข้อคิดดีๆ โลกที่เหลื่อมล้ำ

UFABET แทงบอลมือถือ ก้าวข้ามโลกที่เหลื่อมล้ำผ่าน ‘ม่านแห่งความไม่รู้’

Image result for เหลื่อมล้ำ

UFABET แทงบอลมือถือ ม่านแห่งความไม่รู้เป็นการทดลองทางด้านความคิดอย่างหนึ่ง ซึ่งการทดลองทางด้านความคิดนี้อาศัยการให้คุณลองสมมติกับตัวเองว่า ถ้าเรามีทางเลือกอยู่สองทางเลือก เป็นโลกสองโลก เราจะเลือกทางไหน

หากโลกหนึ่งคือโลกที่คนรวยที่สุด 1% กุมเงินของคนทั้งประเทศไว้ 25% ส่วนคนที่จนที่สุด 25% กุมเงินของคนทั้งประเทศไว้เพียง 1% ส่วนอีกโลกหนึ่งทุกคนมีเงินทองเท่ากันหมด คุณจะเลือกอยู่ในโลกไหน

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งในสังคมต้องการความเปลี่ยนแปลง ขณะที่คนอีกกลุ่มต้องการจะอนุรักษ์ทุกอย่างไว้ให้คงอยู่เหมือนเดิม

คำอธิบายที่ง่ายที่สุดก็คือ คนที่พอใจในสิ่งที่เขามีอยู่ย่อมไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ส่วนคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงก็มักไม่พอใจในสิ่งที่เขามีอยู่

แต่ด้วยความเหลื่อมล้ำที่มีค่อนข้างเยอะในสังคมของเรา คนที่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ส่วนใหญ่มักจะมีหลายอย่างในชีวิต (ไม่ว่าจะเป็นความมั่งคั่ง โอกาส หรือแม้แต่โชคชะตา) มากกว่าคนที่ไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่

เพราะฉะนั้นคนที่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่จึงไม่ควรที่จะไปบอกให้คนที่ไม่มีเท่าตัวเองพอใจในสิ่งที่เขามี ยกเว้นว่าคนที่เชื่อว่าทุกสิ่งในชีวิตที่เขามี ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง บ้าน หน้าที่การงาน การศึกษา ความสามารถต่างๆ นานา หรือแม้แต่ยีนดีๆ เป็นสิ่งที่คู่ควรกับการได้มันมาทั้งนั้น (พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าเราอาศัยอยู่ในโลกที่เราได้ทุกอย่างมาจากความสามารถ ความขยันหมั่นเพียร ขณะที่โชคชะตาหรือกรรมเก่าไม่ได้มีบทบาททำให้เรามีในสิ่งที่คนอื่นไม่มี)

แล้วเราจะแก้การไม่เข้าใจความต้องการของกันและกันได้อย่างไร ถ้าคนเราแต่ละคนเกิดมาไม่เท่ากัน

คุณผู้อ่านรู้จัก veil of ignorance หรือม่านแห่งความไม่รู้ของนักปรัชญาที่มีชื่อว่า John Rawls ไหมครับ

ม่านแห่งความไม่รู้เป็นการทดลองทางด้านความคิดอย่างหนึ่ง ซึ่งการทดลองทางด้านความคิดนี้อาศัยการให้คุณลองสมมติกับตัวเองว่า ถ้าเรามีทางเลือกอยู่สองทางเลือก เป็นโลกสองโลก โลกหนึ่งคือโลกที่คนรวยที่สุด 1% กุมเงินของคนทั้งประเทศไว้ 25% ส่วนคนที่จนที่สุด 25% กุมเงินของคนทั้งประเทศไว้เพียง 1%

ส่วนอีกโลกหนึ่งทุกคนมีเงินทองเท่ากันหมด พูดง่ายๆ ก็คือในโลกใบที่สองนี้ไม่มีความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ระหว่างคนในสังคมเลย

เเต่ด้วยความที่คุณอยู่ด้านหลังของ ‘ม่านแห่งความไม่รู้’ หมายความว่าคุณไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่า ถ้าคุณเลือกที่จะไปอยู่ในโลกใบแรก คุณจะได้เกิดไปเป็นคนที่รวยที่สุด 1% หรือคนที่จนที่สุด 25% (หรืออาจจะออกมาเป็น Middle Income หรือชนชั้นกลาง)

ดังนั้น ถ้าคุณเลือกโลกใบแรกล่ะก็ คุณไม่มีทางที่จะรู้ก่อนได้เลยว่าคุณจะได้เกิดเป็นคนที่รวยล้นฟ้าหรือคนที่จนติดดิน

เป็นคุณ คุณจะเลือกที่จะไปเกิดในโลกใบไหนครับ

Image result for เหลื่อมล้ำ

แล้วถ้าตัวคุณในขณะนี้เป็นหนึ่งคนที่ไม่อยากให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมของเราเพียงเพราะคุณเป็นคนหนึ่งที่พอใจในสิ่งที่คุณมี (ซึ่งสิ่งที่คุณมี คุณมีเยอะกว่าคนอื่นในสังคมหลายเท่าตัวนัก) คุณว่าคุณยังจะยังเลือกไปเกิดในโลกที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ซึ่งคล้ายๆ กันกับสังคมไทยที่คุณกำลังอาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้ไหม ถ้ามันมีโอกาสที่ค่อนข้างสูงที่คุณจะไปเกิดเป็นคนจนติดดินในโลกใบนั้น

ด้วยเหตุนี้นี่เอง การใช้ม่านแห่งความไม่รู้เป็นเครื่องมือในการทดลองทางด้านความคิดของเรา จะสามารถช่วยทำให้เรามองเห็นโลกของเราที่เป็นอยู่ผ่านสายตาของคนอีกกลุ่มหนึ่งได้นะครับ ซึ่งม่านแห่งความไม่รู้นี้สามารถช่วยทำให้คุณเอาใจเขามาใส่ใจเราได้

ปัญหาก็คือมันขึ้นอยู่แค่ว่าคุณจะยอมมองอย่างนั้นหรือเปล่าเท่านั้นเอง

“ความเหลื่อมล้ำ” (inequality) หมายถึงความไม่เท่าเทียมกัน, ซึ่งเนื่องจากความไม่เท่าเทียมกันปรากฏในทุก ๆ เรื่อง, ในทุก ๆ พื้นที่, ในทุก ๆ ภาคส่วน และในทุก ๆ กาลเวลา ดังนั้นจึงเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจจะขจัดให้หมดสิ้นไปได้

แต่สิ่งที่พึงจะพอกระทำได้ ก็คือการลดความเข้มข้นของความเหลื่อมล้ำให้น้อยลงตามสมควร หากก่อนที่จะทำสิ่งใดลงไป ก็ควรที่จะต้องแยกแยะความเหลื่อมล้ำให้ชัดเจนเสียก่อน

“ความเหลื่อมล้ำ” ในภาพรวม ๆ มีทั้ง “ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง” (political inequality) “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ” (economic inequality) และ “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” (social inequality)

ความเหลื่อมล้ำในสังคมจะเป็นผลเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำทางการเมือง และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง

“ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง” หมายถึงสถานภาพที่ในทางการเมือง การปกครอง มีทั้ง “ผู้มีอำนาจในการปกครอง” และ “ผู้อยู่ภายใต้อำนาจการปกครอง”

โดยหลักการสถานภาพความเหลื่อมล้ำดังกล่าวนี้จะหมดไป หากประเทศอยู่ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งราษฎรปกครองตนเอง และมีรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร

อีกทั้งบัญญัติให้ราษฎรมีความเสมอภาค, สิทธิและเสรีภาพอย่างบริบูรณ์ ซึ่งหมายถึงราษฎรหรือปวงชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

นอกจากจะต้องมีรัฐธรรมนูญที่ครบถ้วนในคุณลักษณะของความเป็นประชาธิปไตยแล้ว, ก็จะต้องกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปบ่อย ๆ เช่น ทุก ๆ สองปี

เพื่อรักษาจิตสำนึกในการปกครองตนเองของราษฎร และในการป้องปรามมิให้บุคคลผู้ใดหรือกลุ่มใดยึดอำนาจรัฐและผูกขาดการปกครอง ไม่ว่าจะอ้างว่าเพื่อวัตถุประสงค์สิ่งใดก็ตาม

“ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ” (economic inequality) ปรากฏความไม่เท่าเทียมกันใน 3 ด้านคือ

1) ความไม่เท่าเทียมกันในรายได้และทรัพย์สิน

2) ความไม่เท่าเทียมกันในการบริโภค

และ 3) ความไม่เท่าเทียมกันในการตัดสินใจทำการผลิตและการแบ่งสรรมูลค่าเพิ่มอันเกิดจากการผลิต

“ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ” ดังกล่าวนี้เป็นปรากฏการณ์ในเศรษฐกิจระบบทุนนิยมหรือแบบตลาดเสรี ซึ่งเอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ

ระบบเศรษฐกิจดังกล่าวมีความโดดเด่นเป็นที่ยอมรับกันว่า สามารถใช้ประโยชน์ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถขับเคลื่อนความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อีกทั้งคุณภาพชีวิตของราษฎร

การขจัด “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ” ภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมไม่สามารถกระทำได้, หากสามารถลดความเข้มข้นลงได้บ้างจากนโยบายและมาตรการทางภาษีอากรที่มีอัตราก้าวหน้า ในขณะที่รัฐกำหนดขอบเขตการทำงานของกลไกการตลาดที่ชัดเจนและเหมาะสม

สำหรับ “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” (social inequality) นั้นเกิดจาก “ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง” และ “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ” อย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งจะลดความเข้มข้นลงได้ก็ต่อเมื่อสามารถลดความเข้มข้นของ “ความเหลื่อมล้ำ” ในทั้งสองทาง

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีอีกอย่างน้อย 3 มาตรการที่จะช่วยลดความเข้มข้นของ “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” ได้มาก

มาตรการแรกก็คือ “การศึกษา” (education) คือการทำให้สังคมเป็นสังคมของ “ผู้มีการศึกษา”(educated society) ซึ่งหากทำได้สำเร็จก็จะลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ

“สังคมของผู้มีการศึกษา” มิได้หมายความเพียงเป็นสังคมที่สมาชิกมีความรู้ในวิชาการต่าง ๆ เท่านั้น หากจะต้องมีความเป็น “ผู้ดี” อย่างครบถ้วน

กล่าวคือ มีวิชาความรู้และความรอบรู้, มีธรรมะ, มีหลักคิดที่ถูกต้อง และความมั่นคงในสิ่งที่ถูกต้อง, มีวัฒนธรรมและการประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม, อีกทั้งไม่บกพร่องในจิตสำนึกที่เป็นสากลต่าง ๆ

มาตรการต่อมาก็คือ “สวัสดิการสังคม” (social welfare) หรือ “การประกันสังคม” (social security) ในเรื่องของสุขภาพ, การศึกษา, ค่าจ้างขั้นต่ำ, ชราภาพและทุพพลภาพ ฯลฯ ซึ่งเป็นมาตรการที่รองรับความเสียเปรียบต่าง ๆ จาก “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ”

แต่มาตรการที่สามารถลดความเข้มข้นของ “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดก็คือ การปลูกฝัง”จิตสำนึกในการพึ่งพาตนเอง” (a sense of self-reliance)

นอกเหนือจาก “ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง” และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจแล้ว ความบกพร่องอย่างเอกอุใน “จิตสำนึกในการพึ่งตนเอง” คือปัจจัยที่เพิ่มความเข้มข้นให้แก่ “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” ทั้งภายในสังคมไทยเอง และความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมไทย กับสังคมของชาติที่เจริญแล้ว

แต่ทั้ง ๆ ที่ “จิตสำนึก” และ “ขีดความสามารถ” ในการพึ่งตนเอง คือ ปัจจัยสำคัญที่จะป้องกันและขจัด “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” หากถูกมองข้ามไปในการพิจารณาหาทางปฏิรูปประเทศไทย เกือบจะโดยสิ้นเชิง


zed